woocommerce-add-product-thumbnail

การจัดการ order บน Woocommerce

1. เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเราจะได้รับอีเมล์การสั่งซื้อสินค้า 1 ฉบับ ส่วนลูกค้าก็จะได้รับอีเมล์รายการสั่งซื้อสินค้า 1 ฉบับด้วย

2. เราสามารถดูรายการออเดอร์ทั้งหมดที่เข้ามา และเช็คสถานะ โดยไปที่เมนู Woocommerce > Orders

สรุปสถานะ order ต่างๆดังนี้

On Hold = รอตรวจสอบการชำระเงิน
Processing = กำลังเตรียมสินค้าเพื่อจัดส่ง
Completed = ส่งของแล้ว
Pending Payment = รอการชำระเงิน สถานะนี้เกิดตอนระบบส่งข้อมูลไปให้ Payment Gateway หรือบริษัทที่รับตัดบัตรเครดิต เมื่อระบบส่งค่ากลับมา จะเปลี่ยนสถานะทันที เป็น

  • ตัดยอดสำเร็จและดำเนินการเลย (Processing)
  • ตัดยอดสำเร็จแต่ต้องรอเช็คยอด (On Hold)
  • ตัดยอดล้มเหลว (Failed)
  • ยกเลิก (Cancelled)

โดยหากลูกค้าเลือกการชำระเงินแบบโอนเงิน/ปลายทาง สถานะของออเดอร์จะเป็น On hold หลังจากลูกค้าแจ้งโอนเงินแล้ว เจ้าของร้านจะต้องเข้าไปเปลี่ยนสถานะของ order เอง โดยให้คลิกที่รายการสั่งซื้อที่ต้องการแก้ไขแล้วเปลี่ยน status เป็น Processing และกดปุ่ม update

หากลูกค้าเลือกชำระเงินแบบบัตรเครดิต เมื่อชำระเงินสำเร็จแล้วสถานะของออเดอร์จะเป็น Processing ทันที ซึ่งเจ้าของร้านสามารถจัดส่งของได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแจ้งชำระเงิน

3. เมื่อจัดส่งของเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าของร้านเข้ามาเปลี่ยนสถานะของ order จาก Processing เป็น Completed แล้วคลิก update
หากต้องการส่งข้อความ หรือ เลข tracking number ให้กับลูกค้า สามารถใส่เพิ่มได้ในส่วน Add Note และอย่าลืมเปลี่ยนค่า dropdown เป็น “Note to customer” เพื่อส่งเมล์ให้กับลูกค้า

edit-with-elementor-featured-img

การแก้ไขเนื้อหาเว็บด้วย Elementor page builder

  1. หลังจาก log in เข้าสู่ระบบหลังบ้านแล้ว จากหน้า dashboard ให้ไปที่เมนู Pages > เลือกหน้าที่ต้องการแก้ไข > คลิก Edit with Elementor
    **หมายเหตุ: ใช้สำหรับแก้ไขหน้าเว็บที่สร้างด้วย Elementor ให้สังเกตหลังชื่อ page จะต้องตามด้วย -Elementor ถึงจะสามารถแก้ไขด้วยวิธีนี้ได้

2. คลิกที่เนื้อหาที่ต้องการแก้ไข เมื่อแก้ไขเสร็จแล้วให้กดปุ่ม update สีเขียวด้านล่าง เพื่อบันทึกทุกครั้ง

ตัวอย่างการแก้ไขข้อความ

ตัวอย่างการแก้ไขรูปภาพ

การแก้ไขปรับแต่งขนาด,สี ด้วย Elementor

  1. คลิกเลือกส่วนที่ต้องการแก้ไข จากนั้นที่แถบเครื่องมือด้านซ้ายให้เลือก Style จะขึ้นรายละเอียดต่างๆให้แก้ โดยจะขึ้นอยู่กับ ส่วนที่เราเลือกที่จะแก้ไข เช่น Section, รูปภาพ หรือข้อความก็จะมีตัวเลือกต่างกันไป

ตัวอย่างการแก้ไขดีไซน์ของข้อความ

ตัวอย่างการแก้ไขดีไซน์รูปภาพ

woocommerce-add-product-thumbnail

การเพิ่มสินค้าใน woocommerce

  1. คลิกเมนู Products > Add New จะเข้าสู่หน้าการเพิ่มสินค้า

2. ใส่รายละเอียดทั้งหมดของสินค้า ดังนี้

(1) ชื่อสินค้า

(2) รายละเอียดสินค้า

(3) ราคาสินค้า
Regular price = ราคาสินค้า
Sale price = ราคาลด (ราคาในช่องนี้จะต้องน้อยกว่าช่อง Regular price)
ส่วนปุ่ม Schedule ใช้สำหรับกำหนดะยะเวลาว่าจะให้ลดราคาตั้งแต่วันที่เท่าไรถึงวันที่เท่าไร

(4) รายละเอียดสินค้าแบบย่อ จะแสดงผลในหน้ารายการสินค้าทั้งหมด

(5) เลือกหมวดหมู่สินค้า มี 2 แท็บ คือ
All Categories = หมวดหมู่ทั้งหมด
Most Used = หมวดหมู่ที่ใช้บ่อย
ทั้งสองแท็บมีเพื่อช่วยให้การค้นหาหมวดหมู่ง่ายขึ้น หากต้องการเพิ่มหมวดหมู่ใหม่สามารถเพิ่มตรงนี้ได้เลยโดยกดที่ Add New Category และใส่ชื่อหมวดหมู่ใหม่ได้เลย

(6) Product tags การใส่แท็กให้กับสินค้าช่วยในเรื่องการค้นหา SEO ควรใส่แท็กที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นๆ ที่ด้านล่างๆของกล่องจะมีลิ้งก์ Choose from the most used tags สามารถคลิกเพื่อเลือกแท็กมีอยู่แล้วมาใช้ได้

(7) Product image คือรูปสินค้าหลัก ที่จะแสดงผลในหน้ารายการสินค้าทั้งหมด สามารถใส่ได้ 1 รูป

(8) Product gallery รูปสินค้าเพิ่มเติม จะแสดงผลในหน้ารายละเอียดสินค้า สามารถใส่ได้หลายรูป

(9) เมื่อใส่รายละเอียดสินค้าในขั้นตอนต่างๆครบแล้ว ให้กดปุ่ม Publish เพื่อเผยแพร่สินค้าลงหน้าเว็บ

update-version

การดูแลเว็บไซต์ WordPress ด้วยตัวเอง

เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเว็บไซต์อยู่เสมอ ทุกแพลตฟอร์ม หรือทุกซอฟต์แวร์ ต้องมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง

ลำดับในการอัพเดท

การอัพเดทเวอร์ชั่นของ wordpress ต้องเรียงลำดับตามนี้

  1. Plugins ปลั๊กอิน
  2. Theme ธีม
  3. WordPress version

วิธีดูว่าเว็บไซต์ของเราต้องอัพเดท

หลังจากที่เราล๊อคอินเข้าสู่ระบบหลังบ้าน หน้าแรกที่เราเห็นนั่นก็คือ Dashboard ให้สังเกตที่เมนูทางด้านซ้ายมือ คลิกที่เมนูแรกชื่อว่า Dashboard ให้สังเกตว่าถ้ามี notification สีแดงอยู่ที่เมนู Update แสดงว่ามีเวอร์ชั่นใหม่ ให้คลิกที่เมนู Updates เพื่อเริ่มการอัพเดทได้เลย

การอัพเดทปลั๊กอิน

ไปที่ Dashboard > Updates หรือ ไปที่เมนู Plugins เราจะเห็นรายชื่อปลั๊กอินทั้งหมด สังเกตปลั๊กอินที่ต้องอัพเดทจะมีปุ่ม update now ให้กด เราสามารถเลือกได้เลยว่า เราจะอัพเดท Plugin ตัวไหนบ้าง เมื่อทำการเลือกแล้ว ก็ให้เรากดปุ่ม update ได้เลย แล้ว wordpress ก็จะทำการอัพเดทให้เราทันที

การอัพเดท Theme

ไปที่ Dashboard > Updates หรือ ไปที่เมนู Appearance > Themes ถ้าธีมไหนมีอัพเดท ก็จะมีแถบแสดงว่า New Version Available เราสามารถ กดไปที่ ลิงค์ Update Now ได้เลย เมื่อกดไปแล้วระบบจะทำการอัพเดทธีมของเรา จากนั้น WordPress ก็จะขึ้นแถบว่า Update เรียบร้อยแล้วให้เราเห็นเมื่ออัพเดทเสร็จ

การอัพเดท WordPress

ไปที่ Dashboard > Updates จะสังเกตเห็นว่า wordpress มีการอัพเดทเวอชั่นใหม่ตามรูป ให้กดปุ่ม Update Now รอซักครู่ ระบบจะทำการอัพเดทให้เรียบร้อย (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดของเว็บไซต์ และความเร็วอินเทอร์เน็ต)